โซลชาร์ควรไปจากแมนยูหรือยัง?

Share on facebook
Share on twitter
Share on whatsapp
banner 2

กว่า 13 เดือนในฐานะผู้จัดการทีมของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ มีทั้งช่วงเวลาที่ดีและแย่สลับกันไป แต่อาจจะหนักไปทางแย่ซะมากกว่า

ช่วงเวลาทั้งสองจะว่าไปก็สามารถแบ่งได้ไม่ยากนัก ช่วงที่ดีก็คือช่วงที่โซลชาร์เป็นรักษาการในตำแหน่งผู้จัดการทีม ส่วนช่วงที่แย่ก็คือหลังจากเซ็นสัญญาเข้ารับตำแหน่งแบบถาวรเป็นต้นมา

โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ เหลือเวลากับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อีกเท่าใด Source: teamtalk.com

ในช่วงที่ตำนานสโมสรรายนี้เข้ามารับงานใหม่ ๆ ในฐานะกุนซือชั่วคราว ผลงานของเขาเป็นรองแค่เพียง เจอร์เกน คล็อปป์ กับ เป๊ป กวาร์ดิโอลา เท่านั้น

สถิติชนะ 10 เสมอ 2 แพ้ 1 คือผลงานของโซลชาร์ในช่วงนั้น ทำให้เขาเปรียบเสมือนผู้กอบกู้ทีมให้กลับมาเข้ารูปเข้ารอยอีกครั้ง จนได้เซ็นสัญญาเป็นผู้จัดการทีมคนใหม่อย่างเป็นทางการ

แต่หลังจากนั้นผลงานของทีมก็ดิ่งลงอย่างน่าใจหาย การเอาชนะ 11 เสมอ 10 และแพ้ถึง 12 นัด ไม่ใช่ผลงานที่ดีพอสำหรับทีมระดับท็อป 6 ของพรีเมียร์ลีกอังกฤษ แต่เป็นผลงานของทีมระดับกลางตารางที่ไม่มีลุ้นในการไปเล่นฟุตบอลยุโรปและไม่ต้องไปลุ้นหนีตกชั้น

จะว่าไปการที่ผลงานอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าความคาดหวัง แต่ดันไม่ต่ำจนส่งผลเสียร้ายแรงนี่แหละ ทำให้บอร์ดบริหารของสโมสรไม่สามารถออกแอคชั่นอะไรได้

ในการจะปลดผู้จัดการทีมสักคน สโมสรไม่ใช่ว่าอยากจะไล่ก็ไล่ได้เลย เนื่องจากก่อนเข้ามาทำงานต้องมีการเซ็นสัญญากันก่อน กรณีถ้าทีมต้นสังกัดหรือทีมอื่น ๆ อยากจะฉีกสัญญาฉบับนี้ ก็ต้องมีการจ่ายค่าชดเชยตามระยะเวลาในสัญญาที่ระบุเอาไว้

ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้นอกจากจะเป็นการเสียเงินที่สามารถนำไปใช้ในส่วนอื่น ๆ ได้แล้ว สิ่งที่เป็นที่น่ากังวลอีกเรื่องคือผลขาดทุนในงบดุลประจำปีของสโมสร

ตามกฎไฟแนนเชียลแฟร์เพลย์นั้น แต่ละทีมต้องบริหารจัดการรายรับ-รายจ่ายให้สมดุลกัน มิฉะนั้นแล้วอาจจะโดนลงโทษทั้งจ่ายค่าปรับ แบนการซื้อ-ขายนักเตะ และลดจำนวนผู้เล่นที่สามารถลงทะเบียนในเกมยุโรป

เวลาแต่ละทีมใช้จ่ายเงินนั้น ก้อนใหญ่ ๆ ก็คือการซื้อผู้เล่นมาเสริมทีม ซึ่งในกรณีนี้จะถูกตีเป็นสินทรัพย์ในงบการเงิน ทำให้แม้ว่าจะจ่ายเงินไป แต่ก็ได้ตัวเลขในอีกส่วนเพิ่มขึ้นมา

กลับกันเวลาที่ปลดผู้จัดการทีม ตัวเลขที่ต้องจ่ายคือจะเป็นค่าใช้จ่ายล้วน ๆ ก็คือจ่ายแล้วจ่ายเลย ไม่มีมาเพิ่มในส่วนไหนของงบทั้งสิ้น ทำให้แต่ละทีมค่อนข้างจะระมัดระวังในส่วนนี้ เพราะถ้าค่าใช้จ่ายเยอะจนขาดดุลแล้วทีมไม่สามารถหารายได้จากส่วนอื่นมาชดเชยได้ ก็อาจส่งผลให้พวกเขาโดนลงโทษในที่สุด

ฉะนั้นการที่แต่ละทีมจะยอมเสี่ยงเสียเงินปลดผู้จัดการแล้วก็เสียเงินอีกก้อนเพื่อจ้างคนใหม่มาแทนจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องไตร่ตรองให้ดีก่อน 

ปัจจัยหลักที่มีผลต่อการตัดสินใจก็คือผลงานโดยรวมของทีม ผลงานในช่วงใดช่วงหนึ่ง ความสัมพันธ์กับนักเตะหรือบอร์ดบริหารของทีม และระยะเวลาที่เหลืออยู่ในสัญญา ถ้ามีอย่างน้อย 2 ข้อที่เข้าเกณฑ์ สโมสรจึงจะเริ่มพิจารณาว่าจะต้องเปลี่ยนหัวเรือหรือยัง  

อนาคตของโซลชาร์อยู่ในกำมือของ เอ็ด วู้ดเวิร์ด ผู้นี้ Source: express.co.uk

ผลงานโดยรวมนั้นวัดไม่ยาก สามารถดูได้จากอันดับบนตารางคะแนนเกมลีก และก็ดูว่าในบอลถ้วยนั้นตกรอบหรือยังอยู่ในรายการใดบ้าง เป็นสาเหตุหลักที่มักจะเป็นกันบ่อยที่สุดในการนำมาเป็นข้ออ้างในการไล่ผู้จัดการคนใดคนนึงออก

ใน 2 ฤดูกาลที่ผ่านมา ผู้จัดการทีมในพรีเมียร์ลีกที่โดนปลด 10 จาก 12 คนล้วนโดยอัปเปหิออกจากทีมในขณะที่ผลงานอยู่ในอันดับครึ่งล่างของตารางคะแนน

เรียกได้ว่าเมื่อใดก็ตามที่ทีมใหญ่มีอันดับที่เป็นตัวเลข 2 หลัก ถ้าผลงานยังไม่กระเตื้องขึ้นก็เตรียมโดนไล่ได้เลย

กรณีของโซลชาร์ถึงแม้จะมีผลงานที่ไม่สม่ำเสมอ แต่อย่างน้อยเขาก็ยังพาทีมอยู่ในอันดับเลขตัวเดียวได้ มีเพียง 4 สัปดาห์เท่านั้นที่หลุดไปอยู่ครึ่งล่างแต่สุดท้ายก็ไต่กลับคืนมาได้ในที่สุด

ในบางครั้งแม้ว่าอันดับบนตารางคะแนนจะดูไม่เลวร้ายเท่าไหร่ แต่ถ้าอยู่ดี ๆ ทีมผลงานสะดุดหลายนัดเข้าจนเริ่มน่าเป็นห่วงแล้วล่ะก็ กุนซือคนนั้นก็มีสิทธิ์ว่างงานเช่นกัน

ตัวอย่างเคสนี้ก็คือ อูไน เอเมรี่ ที่โดนปลดขณะที่ทีมยังอยู่อันดับ 8 แต่ผลงานก่อนจะต้องเก็บข้าวของออกจากทีมคือการไม่ชนะใคร 8 นัดรวดรวมทุกรายการ เป็นการเสมอ 4 และแพ้ 4 นัด

ซึ่งในข้อนี้กุนซือปีศาจแดงเคยทำทีมไม่ชนะนานที่สุดเพียง 4 นัดเท่านั้น ถ้าเป็นการวิ่งมาราธอนก็เรียกได้ว่าแม้จะไม่ได้อยู่ในกลุ่มผู้นำ แต่เขาก็ยังทำได้ดีพอที่จะผ่านคัทออฟมาได้ทุกรอบ

จากสถานะความสัมพันธ์ของเขากับทีมซึ่งตัวเขาเองเคยเป็นตำนานของสโมสรมาก่อนสมัยที่เป็นนักเตะ บวกกับสัญญาที่เหลืออยู่อีก 2 ปีทำให้บอร์ดบริหารยังไม่มีเหตุผลใด ๆ ที่จะต้องปลดกุนซือหน้าทารกผู้นี้ออกจากตำแหน่ง

ถ้าให้วิเคราะห์แล้วล่ะก็ อย่างน้อยโซลชาร์น่าจะยังได้คุมทีมต่ออย่างน้อยไปจนถึงปิดฤดูกาล แล้วจึงค่อยมีการประเมินผลงานอีกที

ในฐานะนักเตะระดับตำนานผู้ค้าแข้งกับปีศาจแดงกว่า 10 ปี อีกทั้งยังพังประตูชัยในช่วงทดเจ็บช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกได้อีก การผลักไล่ไสส่งกลางฤดูกาลในขณะที่ทีมยังไม่พังดูจะเป็นอะไรที่โหดร้ายกับเขาเกินไป

แน่นอนว่าผลงานของแมนยูตอนนี้ถือว่าต่ำกว่าความคาดหวัง ทุกคนไม่สามารถปฏิเสธได้ในข้อนี้ แต่พอพิจารณาร่วมกับปัจจัยอื่น ๆ ที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ตราบใดที่โซลชาร์ยังรักษาผลงานให้อยู่ในระดับนี้ได้ เขาน่าจะยังพอได้โอกาสคุมทีมไปจนจบฤดูกาลอยู่

แล้วถ้าผลงานแย่ลงไปกว่านี้อีกล่ะ?

ในฤดูกาล 2019/20 นี้ปีศาจแดงยังมีคิวเตะในพรีเมียร์ลีกอีก 13 นัด แล้วก็มีเกมเอฟเอคัพซึ่งเข้าถึงรอบที่ 5 รวมไปถึงยูโรป้าลีกที่เข้าสู่รอบ 32 ทีมไปแล้ว

ย้อนกลับไป 6 ปีก่อนตอน เดวิด มอยส์ คุมทีมอยู่ สถานการณ์ของทีมตอนนั้นไม่ได้ต่างจากในตอนนี้มากนัก แม้ผลงานในลีกจะดูดีกว่านิดหน่อยคือการอยู่อันดับที่ 7 แต่ว่าทีมของมอยส์ก็ตกรอบบอลถ้วยในประเทศทั้ง 2 รายการไปเรียบร้อยแล้ว

ตอนนั้นอดีตกุนซือเอฟเวอร์ตันได้โอกาสจนถึงปลายเดือนเมษายน ซึ่งทีมตกรอบบอลถ้วยทุกรายการและคะแนนในลีกก็มีไม่พอต่อการกลับไปลุยยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกแล้ว

ข้อเท็จจริงที่สำคัญข้อหนึ่งก็คือ มอยส์ไม่ใช่ตำนานของทีม เขาไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับแมนยูไนเต็ดมาก่อนเลย บอร์ดบริหารไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องเอาเขาไว้หลังทำผลงานล้มเหลว

แต่กับโซลชาร์เป็นอะไรที่ต่างออกไป นอกจากจะเคยค้าแข้งกับทีมมาอย่างยาวนานแล้ว เขายังเคยคุมทีมสำรองของแมนยูด้วย ด้วยวัย 46 ปีในวันนี้เขาอาจจะยังไม่เหมาะกับทีม แต่เส้นทางในฐานะกุนซือของเขายังคงอีกยาวไกล ถึงแม้จะต้องแยกทางกันไป แต่โชคชะตาอาจพาให้เขากลับมาอีกครั้งก็ได้

หากสมมุติว่าจบฤดูกาลด้วยอันดับ 8 และไม่ได้แชมป์บอลถ้วยเลย ทางลงที่สวยที่สุดของโอเล่กับทีมก็คือการลาออกหรือการออกแบบยินยอมพร้อมใจของทั้งสองฝ่าย

แต่ถ้าเกิดผลงานย่ำแย่หลายนัดติดต่อกันเข้า จนหล่นไปอยู่ครึ่งล่างของตารางคะแนนพรีเมียร์ลีก ถึงเวลานั้นจะตำนานหรือตำไม่นานก็เถอะ อาจจะถึงคราวทางใครทางมันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้วล่ะ

โซลชาร์และเต็งหนึ่งที่จะมาแทนที่เขาอย่าง เมาริซิโอ โปเชตติโน Source: 90min.com

ถ้าโซลชาร์ไปแล้วใครจะมาแทน?

กรณีที่มีการปลดกลางอากาศตอนที่ฤดูกาลแข่งขันยังไม่จบสิ้นลง ตัวเลือกสำหรับกุนซือที่จะเข้ามารับตำแหน่งแทนนั้นมีไม่เยอะนัก

สำหรับแมนยูไนเต็ดจะเรียกว่ามีเพียงคนเดียวก็ได้ นั่นก็คือ เมาริซิโอ โปเชตติโน อดีตผู้จัดการทีมของท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ที่ว่างงานมาเกือบจะ 3 เดือนแล้ว

ผลงานที่พาสเปอร์สไปยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกได้ถึง 4 ฤดูกาลติดต่อกันคือผลงานที่ไม่มีผู้จัดการทีมในพรีเมียร์ลีกคนไหนทำได้เลยนับตั้งแต่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน กับ อาร์แซน เวนเกอร์ ซึ่งสิ้นสุดลงเมื่อฤดูกาล 2012/13

แต่ว่าการพาทีมหล่นไปถึงอันดับ 14 บนตารางคะแนนพรีเมียร์ลีกจนถูกแทนที่ด้วย โชเซ่ มูรินโญ ก็เป็นอะไรที่มองข้ามไม่ได้เช่นกัน 

ฉะนั้นถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงนัก การรอให้จบฤดูกาลก่อนค่อยเปรียบเทียบโปเชตติโนกับตัวเลือกอื่น ๆ ที่อาจจะดึงมาได้ในช่วงซัมเมอร์ก็เป็นไอเดียที่ไม่เลวถ้าพวกเขาต้องการจะเปลี่ยนนายใหญ่ที่โอลด์แทรฟฟอร์ดจริง ๆ 

ติดตามเราสำหรับข่าวฟุตบอลเพิ่มเติม

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on whatsapp
WhatsApp
Share on telegram
Telegram

ยาวไป! พรีเมียร์ลีกแถลงเลื่อนแข่งแบบไม่มีกำหนด

พรีเมียร์ลีก ออกแถลงการณ์หลังการประชุมระหว่างฝ่ายจัดการแข่งขัน ผู้ถือหุ้น และสโมสรสมาชิกในช่วงวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19

Read More »

ผีสนมั้ย? บาร์ซาพร้อมขายราคิติชก่อนหมดสัญญาปีหน้า

มาร์กา สื่อดังของสเปน ระบุว่าสโมสรบาร์เซโลน่า พร้อมขาย อิวาน ราคิติช กองกลางดีกรีรองแชมป์โลกออกไปจากทีมในช่วงซัมเมอร์นี้ที่ราคา 17.6 ล้านปอนด์

Read More »

เป้าหมายหลัก! ราชันเล็งคว้าป็อกบาอันดับแรกช่วงซัมเมอร์

ปอล ป็อกบา มิดฟิลด์สังกัด ​สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แห่งศึก ​ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ยังคงตกเป็นเป้าหมายลำดับต้นๆ ในการเสริมทัพของ เรอัล มาดริด ใน ​ตลาดซื้อขายนักเตะ รอบที่จะถึงนี้

Read More »

Leave a Replay