แมนซิตี้ขาลงกับการกลับมาของมูรินโญ

Share on facebook
Share on twitter
Share on whatsapp
banner 2

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้แสดงให้เราเห็นแล้วว่าฟอร์มของพวกเขาในฤดูกาลนี้ไม่คู่ควรที่จะรักษาแชมป์พรีเมียร์ลีกเอาไว้ได้ด้วยประการทั้งปวง 

ขณะที่ผู้ท้าชิงจากปีที่แล้วอย่างลิเวอร์พูลโกยแต้มเป็นกอบเป็นกำ ยังไม่แพ้ใครหลังแข่งไปแล้ว 25 นัด มาถึงตอนนี้พวกเขาซึ่งเป็นแชมป์เก่า 2 ปีซ้อนพ่ายไปถึง 6 นัดแล้ว โดยฤดูกาลล่าสุดที่พวกเขาแพ้เยอะขนาดนี้ต้องย้อนไปถึงฤดูกาล 2016-17 หรือเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ซึ่งคราวนั้นทีมจากแมนเชสเตอร์เข้าป้ายจบเพียงอันดับ 3 และเป็นปีแรกที่ เป๊ป กวาร์ดิโอลา เข้ามาคุมทีม 

Guardiola แพ้อีกครั้ง Source: football365.com

ส่วนปีนี้ล่าสุดคือการบุกไปแพ้ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ด้วยสกอร์ 2-0 ทั้ง ๆ ที่เป็นฝ่ายทำได้เหนือกว่าอยู่เป็นชั่วโมง แต่ความผิดพลาดของ โอเล็กซานเดอร์ ซินเชนโก้ นักเตะชาวยูเครนที่ไปโดนใบเหลืองที่ 2 กลายเป็นใบแดง ต้องออกจากสนามไป บวกกับทีเด็ดทีขาดของ สตีเว่น เบิร์กไวจ์น ที่ซัดประตูตั้งแต่นัดแรกที่ประเดิมสนามให้ต้นสังกัดใหม่ ทำให้ทุกอย่างพลิกผันภายในห้วงเวลาไม่ถึง 5 นาที

ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา เบิร์กไวจ์นกลายเป็นนักเตะคนที่ 7 ต่อจาก ต็องกีย์ เอ็นดอมเบเล, เอริก ไดเออร์, โรเบอร์โต้ โซลดาโด้, มูสซา เดมเบเล่, เอ็มมานูเอล อเดบายอร์ และ แดนนี่ โรส ที่ทำประตูให้สเปอร์สได้ตั้งแต่เกมแรกที่ลงสนาม

การพลาดท่าครั้งนี้ แมนซิตี้คงโทษใครไม่ได้นอกจากตัวพวกเขาเองที่ไม่เฉียบขาดพอเอง โดยเฉพาะเหล่านักเตะในแนวรุกที่ดูไม่ค่อยมุ่งมั่นในจังหวะชี้เป็นชี้ตายเท่าใดนัก

โอกาสยิงถึง 11 ครั้งของซิตี้ในครึ่งแรกเข้ากรอบเพียงแค่ 3 ครั้งและไม่สามารถแปรเปลี่ยนให้เป็นประตูได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว คนที่น่าเสียดายที่สุดคือ เซร์คิโอ อเกวโร ที่หลุดไปยิงชนเสานาทีที่ 27 แล้วก็ได้ยิงจ่อ ๆ ในระยะแค่ 3-4 หลาแต่ดันยิงหลุดกรอบไปแบบน่าเหลือเชื่อ ไหนจะจังหวะจุดโทษของ อิลคาย กุนโดกัน ที่ยิงไม่มุมพอจนทำให้ อูโก ยอริส เซฟได้อีก

อิลคาย กุนโดกัน ยิงไปติดเซฟ อูโก ยอริส หลังได้ลูกโทษที่จุดโทษช่วงท้ายครึ่งแรก Source: mancity.com

จังหวะจุดโทษนั้นก็เป็นอะไรที่ดูแปลกอยู่เหมือนกัน เพราะหลังจากที่ แซร์จ ออริเยร์ เข้าสกัดอเกวโร่จนล้มไปในเขตโทษแล้ว เกมดำเนินต่อไปถึง 1 นาที 50 วินาทีเนื่องจากบอลยังไม่ตาย ทำให้ต้องเล่นกันไปพักใหญ่ ๆ กว่าที่ผู้ตัดสิน VAR จะให้สัญญาณผู้ตัดสินในสนามให้หยุดเกมแล้วนำบอลมาตั้งที่จุดโทษ

น่าสนใจว่าถ้าช่วงเวลาดังกล่าวเกิดสเปอร์สไปยิงประตูได้แล้วต้องมาโดนยกเลิกในภายหลังเนื่องจากต้องย้อนมาให้จุดโทษแบบในเคสนี้ คงเกิดดราม่าขึ้นอย่างแน่นอน

ในมุมหนึ่งก็เข้าใจฝ่ายจัดการแข่งขันที่ต้องการให้เกมดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง และต้องการให้เกิดการหยุดเกมน้อยที่สุด แต่ในการใช้วิดีโอช่วยตัดสินในกีฬาประเภทอื่น ๆ นั้นไม่มีการที่ปล่อยให้แข่งต่อไปเกือบสองนาทีแล้วค่อยมาย้อนอดีตตัดสินทีหลัง ซึ่งทางพรีเมียร์ลีกอาจจะต้องนำเคสนี้ไปพิจารณาว่าควรมีมาตรการอย่างไรในอนาคตกับกรณีแบบนี้

กลับมาพูดถึงในเกมกันต่อ ซึ่งฝั่งสเปอร์สเองนั้นก่อนจะยิงประตูแรกได้ก็ไม่ได้มีความน่ากลัวเลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะจังหวะโต้กลับของ ซน เฮืองมิน ที่ดูจะขาด ๆ เกิน ๆ ตลอด การประสานงานของผู้เล่นแนวรุกดูไม่ลื่นไหลเอาซะเลย ทำให้เป็นฝ่ายโดนผู้มาเยือนกดเอาอยู่ฝั่งเดียว

กว่าจะมาเริ่มน่าดูก็ตอนที่ได้ประตูนำแล้ว เดเล่ อัลลี่ ที่วันนี้เล่นไม่ออกจนถูกเปลี่ยนออกให้เอ็นดอมเบเลลงมาสร้างสรรเกมแทน ก่อนที่กองกลางชาวฝรั่งเศสจะแอสซิสต์ให้ซนยิงประตูที่สองนำห่างออกไป

จุดที่น่าสนใจหลังสกอร์ขยับเป็น 2-0 ก็จังหวะฉลองประตูที่ โชเซ่ มูรินโญ รีบอาศัยจังหวะดังกล่าวเข้าไปบอกแผนการเล่นให้ลูกทีมของเขา แสดงให้เห็นถึงความไม่ประมาทของกุนซือชาวโปรตุเกสแม้จะเหลือเวลาอีกไม่ถึง 20 นาทีและพวกเขามีผู้เล่นมากกว่า 1 คน

โชเซ่ มูรินโญ กับสีหน้าอันมุ่งมั่นแม้จะนำห่างถึงสองลูก Source: si.com

นอกจากจะเจอคู่ปรับตลอดกาลอย่างกวาร์ดิโอลาแล้ว ตั้งแต่ที่มูรินโญเข้ามารับงานคุมทีมเมื่อ 20 พฤศจิกายนปีที่แล้ว สิ่งหนึ่งที่เป็นสถิติที่ไม่ดีนักของเขาคือการคุมทีมแพ้ทีมระดับบิ๊ก 6 ทุกเกม ไล่มาตั้งแต่การแพ้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 2-1 (เยือน), แพ้เชลซี 0-2 (เหย้า) และ แพ้ลิเวอร์พูล 0-1 (เหย้า) จนตอนนี้เขาหยุดสถิติแพ้รวดในการเจอทีมใหญ่ได้สำเร็จ

23 แต้มจาก 13 นัดอาจจะไม่ใช่ตัวเลขที่สวยหรูนักสำหรับผู้จัดการทีมระดับนี้ แต่ก่อนที่มูรินโญ่จะเข้ามารับตำแหน่งกุนซือคลับไก่ พวกเขาอยู่อันดับที่ 14 ของตารางซึ่งคืออันดับของทีมลุ้นหนีตกชั้น แต่มาถึงวันนี้สามารถผงาดมาอยู่อันดับ 5 ซึ่งเป็นอันดับยูโรป้าลีกได้ และพื้นที่แชมเปี้ยนส์ลีกก็ไม่ได้อยู่ไกลเกินเอื้อม

นักเตะสเปอร์สที่สมควรได้รับคำชมเป็นพิเศษในเกมนี้ก็คือเบิร์กไวจ์นที่ย้ายมาเมื่อวันพุธที่แล้วจาก พีเอสวี ไอน์โฮเฟน ด้วยค่าตัว 27 ล้านปอนด์ และยิงประตูสำคัญของเกมจากการพักอกบอลที่โยนมาต่ำ ๆ โดย ลูคัส มูร่า ก่อนจะวอลเลย์ทันทีโดยไม่รอให้บอลตกพื้น ถ้าเขารอบอลตกพื้นไม่แน่ว่าแนวรับเรือใบอาจมีเวลาเข้ามาบังทางยิงทันก็เป็นได้ นับว่าเป็นการตัดสินใจเสี่ยงที่ได้ผล

สตีเว่น เบิร์กไวจ์น กับท่าฉลองประตูแรกในสีเสื้อท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ Source: independent.co.uk

ส่วนอีกคนที่ต้องชื่นชมเช่นกันก็คือ แฮร์รี่ วิงค์ ที่การตัดบอลจากจังหวะเตะมุมแล้วควบตะลุยขึ้นหน้าของเขาสามารถเรียกฟาล์วในจังหวะสำคัญและทำให้ฝ่ายตรงข้ามโดนไล่ออกได้ ถือเป็นการฉลองครบรอบวันคล้ายวันเกิดปีที่ 24 ของกองกลางทีมชาติอังกฤษผู้นี้พอดิบพอดี 

อีกคนที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือยอริสกัปตันทีมที่หายเจ็บกลับมาเฝ้าเสาให้ทีมเป็นนัดที่ 3 แล้ว และก็ยังไม่แพ้ทีมไหนเลย แม้ว่าที่ผ่านมา เปาโล กาซซานิกา จะทำผลงานใช้ได้ แต่เมื่อนายทวารระดับแชมป์โลกฟิตสมบูรณ์พร้อม ก็กลับมาแสดงให้เห็นว่าทำไมเขาถึงคู่ควรกับตำแหน่งมือหนึ่งของทีม

ส่วนลูกทีมของเป๊ปเกมนี้ถือว่าปั้นเกมมาสวย ๆ หลายจังหวะเหมือนกัน แต่ดันขาดความเฉียบคมในจังหวะสุดท้าย ซึ่งพอเข้าครึ่งหลังเกมรับสเปอร์สเริ่มตั้งหลักได้ไม่ปล่อยให้ผู้มาเยือนสร้างโอกาสได้อีกต่อไป ทำให้การเจาะแนวรับเป็นไปได้ยากขึ้น จนต้องหวังพึ่งการโยนของ เควิน เดอ บรอยน์ เข้าไปซึ่งก็โดน ดาวินซอน ซานเซช โหม่งเคลียร์ออกมาได้เกือบหมด

นอกจากซินเชนโก้ที่โดนใบแดงแล้ว อีกคนที่น่าตำหนิก็คือ นิโคลัส โอตาเมนดี้ ในจังหวะโดนยิงประตูที่สอง ซึ่งแทนที่เขาจะประกบซนเอาไว้แต่กลับพยายามจะไปประกบอีกคนจนถลำไป พอดีกับที่ตัวสำรองอย่างเอ็นดอมเบเล่จ่ายทะลุมาแบบถูกจังหวะพอดี ถ้ากองหลังชาวอาร์เจนไตน์รักษาโซนตัวเองเอาไว้แล้วทำให้ซนยิงลำบากขึ้น ไม่แน่ว่าอาจจะรักษาความห่างของสกอร์ไว้ที่ 1 ลูกและทำให้ทีมยังมีลุ้นจนถึงท้ายเกมก็ได้

โอเล็กซานเดอร์ ซินเชนโก้ กับใบแดงแรกของเขานับตั้งแต่ย้ายมายัง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เมื่อปี 2016
Source: skysports.com

การขาดหายไปของ แวงซองต์ กอมปานี ที่เคยเป็นเสาหลักในแนวรับมาตลอด 11 ปี กลายเป็นรูโหว่ที่รอการมาเติมเต็มต่อไป ไม่ใช่เฉพาะความสามารถในเกมรับเท่านั้น แต่รวมไปถึงคาแรคเตอร์ความเป็นผู้นำของอดีตกัปตันทีมรายนี้ที่แมนซิตี้ต้องการเป็นอย่างมากอีกด้วย กัปตันทีมคนปัจจุบันอย่าง ดาบิด ซิลบา ดูจะยังไม่มีบุคลิกที่พร้อมจะนำทีมได้แบบกอมปานี

ภารกิจของเรือใบสีฟ้าตอนนี้คงเป็นการทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาอันดับ 2 บนตารางคะแนนพรีเมียร์ลีกเอาไว้ แล้วไปลุ้นถ้วยยุโรปอย่างยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกที่พวกเขาจะลงสนามรอบ 16 ทีมสุดท้ายเจอกับเรอัล มาดริด รวมถึงเอฟเอคัพและคาราบาวคัพที่พวกเขายังอยู่ในเส้นทางลุ้นแชมป์เช่นกัน

บอลถ้วยภายในประเทศอาจจะไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาโหยหานักหลังจากที่ปีที่แล้วเพิ่งคว้าทุกแชมป์ในอังกฤษไป ในขณะที่บอลยุโรปถ้วยใหญ่อย่างแชมเปี้ยนส์ลีก พวกเขาเคยไปได้ไกลสุดเพียงรอบรองชนะเลิศเท่านั้น 

การเน้นบอลถ้วยยุโรปจึงอาจจะเป็นทางเดียวที่จะกู้หน้าพวกเขาเอาไว้ได้ เพราะดูท่าทางปีนี้น่าจะเป็นปีที่เป๊ปทำผลงานในลีกได้แย่ที่สุดในอาชีพการคุมทีมของเขาซะแล้วล่ะ

ติดตามเราสำหรับข่าวฟุตบอลเพิ่มเติม

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on whatsapp
WhatsApp
Share on telegram
Telegram

โซลชา รับเห็น ลิเวอร์พูล เป็นแชมป์แล้วเจ็บปวด

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกมาให้สัมภาษณ์ยอมรับกันแบบตรงๆ ว่ารู้สึกเจ็บปวดที่เห็นคู่อริตลอดกาลอย่าง ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกสำเร็จในฤดูกาลนี้

Read More »

สามแต้มชัวร์! โอเว่น ฟันธงหงส์มาแน่คืนนี้

ไมเคิ่ล โอเว่น ตำนานกองหน้าบัลลงดอร์ มั่นใจสุดขีดว่าทีมเก่าของตนอย่าง ลิเวอร์พูล จะสามารถบุกไปเอาชนะ เอฟเวอร์ตัน ได้ถึงกูดิสัน พาร์ค ในเกมเมอร์ซีย์ไซด์ ดาร์บี้ คืนวันอาทิตย์นี้

Read More »

เดวีส์ คว้าแข้งดาวรุ่งแห่งปีของบุนเดสลีกาเหนือ ฮาแลนด์

อัลฟอนโซ เดวีส์ วิงแบ็ก “เสือใต้” บาเยิร์น มิวนิค ที่เพิ่งทำสถิติแข้งวิ่งเร็วที่สุดในบุนเดสลีกา ด้วยเวลา 36.5 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง และช่วยทีมซิวถาดแชมป์ลีกไปครองอย่างยิ่งใหญ่

Read More »

ริชาร์ลิซอน ยก 3 กองหลังเหนือกว่า ฟาน ไดค์

เอฟเวอร์ตัน มีคิวเปิดรังกูดิสัน พาร์ค ทำศึกเมอร์ซีย์ไซด์ดาร์บี้ รับการมาเยือนของ ลิเวอร์พูล ในวันอาทิตย์นี้ ในเกมพรีเมียร์ลีกนัดรีสตาร์ทหลังโควิด-19

Read More »

Leave a Replay