หงส์แดงผงาด

Share on facebook
Share on twitter
Share on whatsapp
banner 2

ตั้งแต่พรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้รูดม่านเปิดฉากขึ้น ทีมเดียวที่ลิเวอร์พูลไม่สามารถยัดเยียดความปราชัยให้ได้หลังจากลงสนามมา 21 นัดก็คือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

แต่ ณ ตอนนี้มันก็กลายเป็นอดีตไปเรียบร้อยแล้ว หลังจากที่ทีมจ่าฝูงบนตารางคะแนนพรีเมียร์ลีกสามารถเปิดบ้านเอาชนะคู่ปรับตลอดกาลได้ 2-0 จากประตูของ เฟอร์กิล ฟาน ไดจ์ค และ โมฮาเหม็ด ซาลาห์

ตลอดทั้งเกมหงส์แดงทำผลงานได้เหนือกว่าอย่างชัดเจน การได้ประตูตั้งแต่นาทีที่ 13 ทำให้ช่วงเวลาที่เหลือพวกเขาเล่นได้ง่ายขึ้นเยอะ และมีโอกาสจะบวกสกอร์เพิ่มได้อีกอย่างน้อย 2-3 ครั้ง

การประสานงานทางฝั่งซ้ายถูกใช้เป็นอาวุธหลักของเจ้าบ้าน ทั้ง แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน และ ซาดิโอ มาเน่ ต่างพาตัวเองเข้าไปในพื้นที่อันตรายครั้งแล้วครั้งเล่า เรียกว่าเติมกันได้เกือบสุดเส้นเรื่อย ๆ

อารอน วาน-บิสซาก้า วิงแบ็คขวาของแมนยูไนเต็ดอาจมีทักษะการเข้าบอลที่ยอดเยี่ยมอยู่ในอันดับต้นๆของลีก แต่เมื่อเจอการต่อบอลกันอย่างเข้าขาของฝั่งตรงข้ามก็ทำอะไรแทบไม่ได้เหมือนกัน จะมีประโยชน์ก็ตอนดวล 1-1 กับมาเน่ในพื้นที่สุดท้ายที่ตัวเขาเองยังคงรักษามาตรฐานที่ทำไว้ได้ดีพอสมควร

ส่วนคนที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในแนวรับแมนยูคงหนีไม่พ้น ลุค ชอว์ ที่ถูกให้ไปประจำการเป็นเซนเตอร์แบ็คฝั่งซ้าย โดยแข้งวัย 24 ปีสามารถเคลียร์บอลได้ถึง 12 ครั้งซึ่งเป็นตัวเลขที่มากที่สุดในสนามแม้จะถูกจับไปเล่นในตำแหน่งที่ไม่ใช่ตำแหน่งโดยธรรมชาติของเขา

ในแดนกลางเราได้เห็นเฟร็ดที่โชว์ฟอร์มได้สมราคา 52 ล้านปอนด์ หลังจากย้ายเข้ามาเมื่อซัมเมอร์ปี 2018 และโดนวิจารณ์หนักพอสมควร แต่ช่วงที่ผ่านมาเขาได้แสดงให้เราเห็นแล้วว่าทำไมเขาจึงมีค่าตัวที่แพงขนาดนั้น

เฟร็ดขยับจากตรงกลางมาช่วยซ้อนทางฝั่งขวาเพื่อหยุด ซาดิโอ มาเน่ Source: 90min.com

เกมนี้กองกลางชาวบราซิลรับรุกได้เนียนตาเอามาก ๆ ขาดเพียงอย่างเดียวคือการทำประตูซึ่งก็ไม่ใช่จุดเด่นของเขามาแต่ไหนแต่ไรแล้ว แต่ในส่วนอื่น ๆ เขาทำได้ดีจนไม่รู้ว่าจะเพิ่มตรงไหนได้อีกแล้ว

ที่ขัดหูขัดตาน่าจะเป็นกองกลางบราซิลเลี่ยนอีกรายที่เล่นในตำแหน่งเพลย์เมคเกอร์ซึ่งมีหน้าที่สร้างสรรค์เกมรุก แต่ตลอดทั้งเกมเขาเก็บบอลเอาไว้กับตัวไม่ได้ จ่ายบอลเสียมากที่สุดในทีม และยิงเข้ากรอบ 1 ครั้งแบบไม่มีทั้งน้ำหนักและทิศทาง เหมือนการซ้อมส่งบอลคืนผู้รักษาประตูมากกว่า

เห็นได้ชัดว่าเซนส์บอลของ อันเดรส เปเรย์ร่า ดูจะไม่เหมาะกับเพื่อนร่วมทีมเอาเสียเลย แม้จะเป็นปีศาจแดงในยุคที่ไม่ได้เก่งกาจเหมือนยุคก่อน แต่เขาก็ยังไม่ดีพออยู่ดี ทำเอาแฟนแมนยูอยากจะให้สโมสรทุบคลังนำเงินมาซื้อ บรูโน่ เฟอร์นานเดส ให้ได้ไม่ว่าราคาจะแพงหูฉี่ขนาดไหนก็ตาม

กลับกันเมื่อมองไปยังลูกทีมของ เจอร์เกน คล็อปป์ จะเห็นว่าทุกคนในทีมสามารถเล่นร่วมกันได้แบบไม่มีใครถ่วงใครเลย ไม่ว่าจะเป็นเกมรุก-เกมรับ หรือเกมฝั่งขวา-ซ้าย-กลาง

ถึงแม้บางคนน่าจะทำได้ดีกว่านี้ในจังหวะสุดท้าย แต่ในส่วนของการสร้างสรรค์เกมแล้วทุกคนทำหน้าที่ของตนได้แบบที่ควรจะทำได้ในการเล่นฟุตบอลระดับนี้

ที่น่าชื่นชมอย่างมากคือในแดนกลางและแดนหลังของลิเวอร์พูลไม่มีใครได้รับใบเหลืองเลยแม้แต่คนเดียว หมายความว่าพวกเขาสามารถหยุดยั้งแมนยูได้แบบไม่ต้องเปลืองตัวแต่อย่างใด ถือว่าผิดหลักเกมแดงเดือนสมัยก่อนที่ผู้ตัดสินต้องแจกใบเหลือง-แดงราวกับเจ้ามือแจกไพ่

จากเกมฟุตบอลที่ไล่หวดกันดุเดือดเลือดพล่าน กลายเป็นการสู้กันด้วยแท็คติกของทั้งสองทีม งัดจุดแข็งมาดวลกันและพยายามปิดจุดอ่อนที่มี

ใบเหลืองเดียวที่พวกเขาโดนก็คือจังหวะถอดเสื้อดีใจของซาลาห์หลังยิงประตูที่ 2 ของเกมได้ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บครึ่งหลัง ซึ่งการโดนเตือนในเวลานั้นถือว่าไม่ได้ส่งผลเสียอะไรกับทีมเลยแม้แต่น้อย

ประตูที่ 11 ของตัวรุกชาวอียิปต์จาก 19 นัดในลีกฤดูกาลนี้ ทำให้เขาขยับมาเป็นดาวซัลโวสูงสุดของทีมร่วมกับมาเน่แล้ว ถ้ายังคงรักษาค่าเฉลี่ยการจบสกอร์ได้ต่อไปจนจบซีซั่น จะทำให้เขาจบฤดูกาลด้วยการยิงได้อย่างน้อย 20 ประตูเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน

นอกจากนั้นยังเป็นการทำประตูที่ 65 ในลีกเทียบเท่ากับสถิติเดิมของ เฟอร์นานโด ตอร์เรส ไปเรียบร้อยแล้ว โดยตอร์เรสใช้เวลาทั้งสิ้น 102 นัดในการทำประตูจำนวนดังกล่าว ขณะที่ซาลาห์ใช้เวลาเพียง 93 นัดเท่านั้น

กลับไปมองที่อีกฝั่งซึ่งดาวซัลโวของทีมอย่าง มาร์คัส แรชฟอร์ด ที่ทำไปแล้ว 14 ประตูกลับประสบปัญหาอาการบาดเจ็บ และอาจจะต้องพักนานอีกหลายสัปดาห์เลยทีเดียว

อองโทนี่ มาร์กซิยาล ไร้ซึ่งการสนับสนุนที่ดีพอในการบุกไปเยือนลิเวอร์พูล Source: goal.com

อองโทนี มาร์กซิยาล ที่ยิงไป 8 ประตูแทบจะเป็นความหวังเดียวที่เหลือของทีม นั่นทำให้ลิเวอร์พูลเล่นได้ง่ายขึ้นเยอะเมื่อรู้ว่าจะต้องเน้นไปที่ต้องไหนเป็นหลัก 

นอกจาก 2 คนที่ว่ามาแล้ว นักเตะที่ทำประตูได้เป็นอันดับที่ 3 ของทีมก็คือ เมสัน กรีนวู้ด (4 ประตู) ก็ใช้เวลา 73 นาทีนั่งรอโอกาสบนม้านั่งสำรอง ก่อนจะถูกเปลี่ยนตัวลงมาพร้อมกับ ฆวน มาต้า ซึ่งพักหลังทำผลงานได้โดดเด่นก็ถูกส่งมาเป็นสำรองเช่นกันและมีเวลาน้อยเกินกว่าจะทำอะไรได้

ส่วนนึงก็ต้องเข้าใจ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ที่มีทรัพยากรจำกัดเนื่องจากอาการบาดเจ็บของนักเตะคีย์แมนหลาย ๆ คนในทีม นอกจากแรชฟอร์ดแล้วก็มี สก็อตต์ แมคโทมิเนย์ และ ปอล ป็อกบา 

แต่บางครั้งก็อดสงสัยไม่ได้ว่าการให้นักเตะบางคนอยู่ในสนามนานขนาดนั้นในตำแหน่งเดิมที่ไม่ได้ทำอันตรายอะไรให้ฝั่งตรงข้ามเลยเป็นแนวคิดที่ถูกหรือไม่

ปีศาจแดงเคยมีปีกขวาอย่าง อันโตนิโอ วาเลนเซีย ที่เล่นได้มิติเดียว การเล่นของเจมส์ในตอนนี้ก็ชวนให้นึกย้อนไปถึงช่วงเวลานั้น กลับกันที่เจมส์มีความคล่องตัวมากกว่าและสามารถโยกไปเล่นฝั่งซ้ายได้ ดังที่เราได้เห็นกันว่าเขาดูมีชีวิตชีวามากขึ้นหลังย้ายฝั่งตอนที่กรีนวู้ดและมาต้าลงสนามมา

แต่ส่วนที่เหลือต้องยอมรับว่ากุนซือชาวนอร์เวย์วางแผนมาใช้ได้เลยทีเดียว การจัดให้ แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ กับ ลุค ชอว์ ประจำการทางฝั่งซ้ายในตำแหน่งวิงแบ็คและเซนเตอร์แบ็คตามลำดับ แทบจะปิดเกมรุกฝั่งขวาลิเวอร์พูลได้แบบสนิททั้งในครึ่งแรกและครึ่งหลัง

วิลเลี่ยมส์ในวัย 19 ปีทำให้เราเห็นได้ชัดว่าแมนยูไนเต็ดไม่ต้องการ แอชลี่ย์ ยัง อีกต่อไป ไม่ว่าจะในฐานะตัวจริงหรือตัวสำรอง การปล่อยให้กัปตันที่เพิ่งถูกแต่งตั้งเมื่อสิงหาคม 2019 ของพวกเขาย้ายไปอินเตอร์ มิลาน ไม่น่าจะส่งผลลบใด ๆ ต่อทีม

ต้องติดตามกันต่อไปว่าอีก 10 วันที่เหลือทางโซลชาและทีมงานจะทำอย่างในตลาดนักเตะรอบนี้ กับการลุ้นท็อป 4 ซึ่งยังมีหวังอยู่หลังทีมอันดับที่ 4 อย่างเชลซีไปพลาดท่าแพ้นิวคาสเซิลทำให้ช่องว่างยังอยู่ที่ 5 คะแนนเช่นเดิม

ส่วนลิเวอร์พูลนั้นคงไม่มีใครนึกภาพที่แชมป์พรีเมียร์ลีกปีนี้จะไม่ใช่พวกเขาออก สำหรับพวกเขาแล้วช่วงเวลาที่เหลืออยู่ของหน้าต่างในตลาดนักเตะแทบไม่มีความหมายอะไร

3 กองหลังตัวหลักของลิเวอร์พูลซึ่งอยู่ในฟอร์มที่ดีที่สุดของพวกเขา Source: fourfourtwo.com

คำกล่าวที่ว่า “อะไรที่มันไม่เสียก็ไม่ต้องไปซ่อมมัน” ยังคงใช้ได้ดีเสมอ ตราบใดก็ตามที่นักเตะตัวหลักไม่ต้องการย้ายทีม ยังไม่มีเหตุผลอะไรที่พวกเขาต้องเสริมทีมในเวลานี้

พวกเขาเป็นทีมที่ไม่มีจุดอ่อนอะไรต้องปิด เพราะจุดอ่อนสุดท้ายของพวกเขาถูกปิดลงตั้งแต่ตลาดรอบก่อนแล้วหลังคว้าตัวอลิสซอนมาจากโรม่าด้วยค่าตัวเป็นสถิติโลกในตอนนั้น

สถานการณ์บนตารางคะแนนจากที่ดีเยี่ยมอยู่ก็ยิ่งดีไปกว่าเดิมซะอีก การเสมอคริสตัล พาเลซ ของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และการแพ้เบิร์นลี่ย์ของ เลสเตอร์ ซิตี้ ยิ่งทำให้ช่องว่างจากอันดับ 2 และ 3 ยิ่งห่างไปอีก

ตามทฤษฎีแล้วถ้ากองแช่งหงส์แดงจะสมหวังก็คือการที่พวกเขาต้องแพ้ 5 เสมอ 1 ใน 16 นัดที่เหลือแล้วแมนซิตี้จะต้องชนะรวด 15 นัด

ว่ากันตรง ๆ การที่แมนซิตี้จะชนะรวดในฟอร์มปัจจุบันมันก็ยากอยู่แล้ว ถ้ามองในแง่ดีพวกเขาอาจพลาด 2-3 นัด นั่นเท่ากับว่าต้องมาลุ้นให้ลิเวอร์พูลพลาดถึงครึ่งหนึ่งในจำนวนนัดที่เหลือ

บอกเลยว่ายากครับ

ติดตามเราสำหรับข่าวฟุตบอลเพิ่มเติม

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on whatsapp
WhatsApp
Share on telegram
Telegram

‘น้ามู’ เปรยอาจให้ ‘อัลลี’ เล่นยูโรป้าลีก-‘เบล’ ยังไม่พร้อมเจอผี

โจเซ่ มูรินโญ่ กุนซือของ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ เปรยว่า เดเล่ อัลลี อาจได้มีส่วนร่วมในเกมยูโรป้าลีกรอบเพลย์ออฟวันพรุ่งนี้ (พฤหัสบดี)

Read More »

สื่อปูด!ลิเวอร์พูลใกล้รับข้อเสนอดาบคู่ซื้อ “บรูว์สเตอร์”

สื่อผู้ดี ตีข่าว ลิเวอร์พูล กำลังเตรียมรับข้อเสนอจาก เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ในการขอสู่ขอ ริอาน บรูว์สเตอร์ หัวหอกดาวโรจน์ไปเสริมทัพในช่วงซัมเมอร์นี้

Read More »

สเตอร์ลิงยิง 2 จ่าย 1! แมนฯ ซิตี้เชือดเบิร์นลีย์ 3-0 ลิ่ว 8 ทีมคาราบาวคัพ

เรือใบสีฟ้าผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายลีกคัพ หลังบุกมาเอาชนะเดอะ คลาเร็ตส์ ไปแบบไม่ยากเย็นนัก โดยสตาร์ชาวอังกฤษยิงคนเดียว 2 ประตู และทำอีก

Read More »

Leave a Replay