การทุบสถิติของลิเวอร์พูลหลังเดินมาถูกทาง

Share on facebook
Share on twitter
Share on whatsapp
banner 2

หลายต่อหลายคนเชื่อว่าพรีเมียร์ลีกอังกฤษคือลีกที่มีการแข่งขันกันสูงที่สุดใน 5 ลีกใหญ่ของยุโรป จากเม็ดเงินค่าลิขสิทธิ์มหาศาลที่แม้แต่ทีมท้ายตารางก็ยังได้ส่วนแบ่งที่ทีมลีกอื่นล้วนอิจฉา อีกทั้งยังเพิ่มความนิยมขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปีจนมีมหาเศรษฐีจากทั่วทุกมุมโลกที่อยากจะเข้ามาเทคโอเวอร์

ตั้งแต่เริ่มต้นศตวรรษที่ 21 เป็นต้นมา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, อาร์เซน่อล, เชลซี และแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ต่างมีช่วงที่ได้ครองความยิ่งใหญ่ของแต่ละทีม ทุกทีมล้วนเคยสัมผัสแชมป์มาแล้วอย่างน้อยทีมละ 2 ครั้ง

หรือแม้กระทั่งการสร้างเซอร์ไพรส์ของเลสเตอร์ ซิตี้ ในฤดูกาล 2015-16 ที่ยิ่งตอกย้ำว่าทีมระดับกลางของลีกยอดนิยมลีกนี้ก็ร้ายกาจใช่ย่อยเหมือนกัน และพร้อมจะสอดแทรกขึ้นมาลุ้นแชมป์ได้เสมอหากบิ๊กทีมทั้งหลายฟอร์มหลุด

แต่ความเชื่อเหล่านั้นกำลังจะถูกทำลายลงด้วยน้ำมือของทีมที่ไร้เทียมทานที่สุด ณ เวลานี้อย่างลิเวอร์พูล

Source: theanfieldwrap.com

มีการนำไปเปรียบเทียบกับกัลโช เซเรียอา อิตาลี, ลา ลีกา สเปน, บุนเดสลีกา เยอรมัน และลีกเอิง ฝรั่งเศส พบว่า 61 แต้มจาก 21 นัดของหงส์แดงคือตัวเลขที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของ 5 ลีกยุโรป

ลองนึกภาพดูว่าในช่วงที่ผ่านมายูเวนตุส, บาเยิร์น มิวนิค และปารีส แซงต์ แชร์กแมง เคยมีผลงานที่ดีขนาดไหนในช่วงที่พวกเขาเป็นแชมป์แบบแทบจะไร้ผู้ท้าชิงในลีกของตนเอง อย่างเปแอสเชที่ว่ากันว่าอยู่ในลีกที่ความเข้มข้นของการแข่งขันน้อยที่สุด โดยยืนยันได้จากการที่ลีกเอิงนับเป็นลีกลำดับที่ 5 จากการคำนวณค่าสัมประสิทธิ์ของยูฟ่า พวกเขายังไม่เคยทำผลงานได้ในระดับนี้ ซึ่งมั่นใจได้เลยว่าถ้าพวกเขามาเจอการแข่งขันแบบในลีกอังกฤษคงเป็นงานยากสำหรับพวกเขาแน่ ๆ

Source: thisisanfield.com

แต่ลิเวอร์พูลตอนนี้ดันไปไกลกว่านั้นอีก คือพวกเขาสามารถเอาชนะได้ถึง 20 นัด เสมอ 1 นัด และไม่แพ้ให้ทีมใดเลยในลีกที่ถูกยกว่ามีทีมใหญ่ถึง 6 ทีมและมีโอกาสที่จะเพิ่มเป็น 7 หรือ 8 ได้อีกในอนาคต

สถิติชนะ 19 เสมอ 2 ของแมนซิตี้เมื่อ 2 ซีซั่นที่แล้วก็นับว่าน่าเหลือเชื่อแล้ว การทำแต้มหล่นไปแค่ 2 คะแนนรอบนี้ยิ่งดูไม่น่าเชื่อเข้าไปใหญ่ นั่นหมายความว่าในอนาคตถ้ามีทีมใดต้องการทำลายสถิติ พวกเขาต้องเอาชนะ 21 นัดรวดให้ได้!

ซึ่งเอาจริง ๆ แล้วลิเวอร์พูลก็เกือบจะทำได้อยู่แล้วถ้าไม่พลาดไปเสมอในเกมเยือนแมนยูไนเต็ดเมื่อกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมาซะก่อน

ส่วนทีมที่โดนพวกเขายัดเยียดความปราชัยนัดล่าสุดให้จนทำสถิตินี้ได้ก็คือท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ของ โชเซ่ มูรินโญ ที่พบกับความพ่ายแพ้เป็นัดที่ 5 จาก 13 นัดเข้าไปแล้ว ตั้งแต่กุนซือชาวโปรตุเกสเข้ามารับงานเมื่อกลางเดือนพฤศจิกายน

แน่นอนว่าการขาดหายไปของกองหน้าตัวความหวังอย่าง แฮร์รี่ เคน คือช่องโหว่ขนาดใหญ่ของเกมรุกสเปอร์สที่พึ่งพาเขาซะเป็นส่วนใหญ่ในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา

Source: dailymail.co.uk

ซอน เฮือง มิน และ ลูคัส มูร่า อาจจะเป็นตัวรุกสองคนที่อันตรายที่สุดในวันที่พวกเขาเข้าฟอร์ม จากทักษะการพาบอลไปกับตัวที่โดดเด่น แต่ถ้าทีมต้องการศูนย์หน้าไปยืนค้ำในแนวรุก ยังไงนักเตะแบบเคนก็เป็นคำตอบสุดท้ายอยู่ดี

เกมนี้ทั้งสองคนได้โอกาสยิงรวมกัน 8 ครั้งแต่ว่าบอลเข้ากรอบประตูเพียงแค่ครั้งเดียว ถือว่าเป็นการใช้โอกาสที่เปลืองเอามากเลยทีเดียว

การเสีย เฟอร์นานโด ญอเรนเต้ ไปแบบฟรี ๆ เมื่อซัมเมอร์ที่ผ่านมา และไม่ได้หากองหน้าธรรมชาติเข้ามาเสริมนั้นไม่ใช่ความผิดของมูรินโญแต่อย่างใด เนื่องจากเขาเพิ่งเข้ามารับงานยังไม่ถึง 2 เดือน และยังไม่ได้เข้าสู่ตลาดนักเตะเลย

กองหน้าตัวสำรองในตอนนี้มีเพียง ทรอย แพร์ร็อตต์ ที่อายุยังไม่ถึง 18 ปี ดูแล้วคงยังไม่พร้อมสำหรับการเข้ามารับมือกับเกมในระดับนี้ อาจต้องมีการเก็บเลเวลกันไปพักหนึ่งก่อน

แต่นักเตะดาวรุ่งที่ดูมีแววจะพร้อมแล้วก็คือ จาเฟต ทันกันก้า กองหลังเยาวชนทีมชาติอังกฤษที่ได้ประเดิมเกมชุดใหญ่อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในวัย 20 ปี

Source: talksport.com

ทันกันก้าแทบจะแจ้งเกิดได้ตั้งแต่เสียงนกหวีดเริ่มเกมดังขึ้นเพียง 2 นาที หลังสกัดการยิงของ โรเบอร์โต้ ฟีร์มีโน่ ออกจากเส้นได้ แม้ว่าเขาจะมีส่วนในประตูที่เสียไปหลังโดนกองหน้าบราซิลเลี่ยนโยกหลอกจนถลำไปปล่อยให้ฝั่งตรงข้ามได้สับไกก็ตามที แต่ฟอร์มโดยรวมนอกจากจังหวะนั้นแล้ว ถือว่าเด็กคนนี้ดูมีอนาคตเลยล่ะ

ส่วนทางฝั่งจ่าฝูงลิเวอร์พูลนั้น การได้สามแต้มเต็มจากนัดนี้ในขณะที่ก่อนพวกเขาลงเตะ รองจ่าฝูงอย่างเลสเตอร์ ซิตี้ ไปพลาดท่าในบ้านให้เซาแธมป์ตันด้วยการแพ้ 1-2 ทำให้พวกเขาเข้าใกล้ถ้วยแชมป์ยิ่งไปกว่าเดิมอีก

29 ปีกับอีก 251 วันคือระยะที่เวลาที่ทีมจากเมอร์ซี่ย์ไซด์เว้นว่างจากการคว้าแชมป์ลีกอังกฤษ ตอนนั้นนักเตะในทีมเร้ดส์แมชชีนหลาย ๆ คนยังไม่เกิดเลยด้วยซ้ำ แต่ตัวเลขดังกล่าวมีแนวโน้มว่าจะถูกหยุดไว้ในอีกประมาณ 4 เดือนข้างหน้านี้

อย่างที่เกริ่นไว้ในตอนต้นว่าการที่ทีมใดทีมหนึ่งจะโกยคะแนนเป็นกอบเป็นกำได้ขนาดนี้ในลีกสูงสุดของอังกฤษ ในทางปฏิบัติแล้วเป็นอะไรที่น่าเหลือเชื่อเอามาก ๆ

เฟอร์กิล ฟาน ไดจ์ค ยังคงโชว์ฟอร์มได้สมราคากองหลังเบอร์ 1 ของโลก เห็นได้จากจังหวะยิงหลุดกรอบของสเปอร์สนั้นล้วนมีฟาน ไดจ์ค ขวางทางปืนอยู่แทบทุกครั้งไป การยืนตำแหน่งของกองหลังทีมชาติเนเธอแลนด์เป็นอะไรที่น่าดูชมเอามาก ๆ

ถึงจะผ่านแนวรับไปได้ก็ยังมี อลิสซอน เบ็คเกอร์ ที่เกมนี้รับบอลติดมืออย่างกับทากาวไว้ หลายครั้งที่บอลพุ่งมาและเขาไม่ปล่อยให้อีกฝั่งได้มีโอกาสเข้าซ้ำเลย

พิษสงของแนวรุกลิเวอร์พูลนั้นเป็นที่ประจักษ์มาพักหนึ่งแล้ว แต่ทีมหงส์แดงคงไม่ผงาดได้ถึงระดับนี้ถ้าปราศจากผลงานเกมรับระดับมาสเตอร์พีซที่ทำให้ได้คลีนชีตนัดที่ 14 ของฤดูกาลเข้าไปแล้ว และยังเป็นการไม่เสียประตูในลีก 6 นัดติดต่อกัน

ส่วนในแนวรุกนั้น แฟนหลายคนคงอยากเห็น ทาคุมิ มินามิโนะ นักเตะทีมชาติญี่ปุ่นลงมาวาดลวดลายช่วงท้ายเกมเป็นอย่างน้อย เพื่อดูว่าเขาจะเล่นได้กลมกลืนกับทีมชุดใหญ่หรือไม่ หลังจากสัปดาห์ก่อนได้เล่นกับเด็ก ๆ เยาวชนไปแล้วในเกมเอฟเอคัพที่พวกเขาทำศึกกับเอฟเวอร์ตันที่ส่งชุดใหญ่ลงเต็มอัตราศึก

Source: talksport.com

แต่จนแล้วจนรอดมินามิโนะก็ยังไม่ได้โอกาสเมื่อ เจอร์เกน คล็อปป์ ใช้โควต้าเปลี่ยนตัวไปกับ อดัม ลัลลาน่า, เซอร์ดาน ชากิรี่ และ ดิว็อค โอริกี้ ซึ่งก็เป็นไปตามแทคติกที่ควรจะเป็น ที่ใช้นักเตะที่มีประสบการณ์มากกว่าในการพยายามปิดเกมให้ได้เนื่องจากสกอร์ที่นำอยู่เพียงลูกเดียว

ขณะที่ฟีร์มีโนซึ่งว่ากันว่าเป็นคนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการมาถึงของแข้งซามูไรก็ใช้ผลงาน 1 ประตูในเกมนี้ประกาศศักดาว่าเขาคือตัวหลักของทีม ในวันที่ตัวทำประตูหลักอย่าง ซาดิโอ มาเน่ และ โมฮาเหม็ด ซาล่าห์ เจาะฝั่งตรงข้ามไม่ได้ เขาก็พร้อมที่จะก้าวขึ้นมารับหน้าที่ตรงนั้น

ที่ผ่านมา 3 ประสานแนวรุกของลิเวอร์พูลมีความน่าเป็นห่วงว่าถ้าใครคนใดคนหนึ่งเจ็บแล้วอาจจะส่งผลต่อผลงานของทีมได้ อีกทั้งยังไม่มีการแข่งขันภายในทีมเนื่องจากความห่างชั้นของระดับฝีเท้าระหว่างตัวจริงและตัวสำรอง

การเข้ามาของมินามิโนะไม่ใช่เพียงแค่การเข้ามาเป็นกำลังเสริมเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงกระตุ้นให้พวกตัวรุกที่เหลือพยายามทำผลงานให้ดีอยู่ตลอดเวลาถ้าพวกเขาไม่อยากจะโดนแย่งตำแหน่งไป

แล้วยิ่งในฤดูกาลนี้ที่ลูกทีมของคล็อปป์มีโปรแกรมชุกเหลือเกิน จากรายการชิงแชมป์สโมสรโลกที่เพิ่งจบไป ไหนจะเอฟเอคัพที่อุตส่าห์ส่งเด็กลงเกือบทั้งทีมยังอุตส่าห์ได้ไปต่อ ยังไม่รวมถึงบอลยุโรปถ้วยใหญ่อย่างยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกที่ลงแข่งในฐานะแชมป์ในปีล่าสุดอีก โดยพวกเขาเข้ารอบเป็นที่ 1 ของกลุ่ม E และจะเจอกับแอตเลติโก มาดริด แบบเหย้า-เยือนในรอบ 16 ทีมสุดท้าย

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่พวกเขาต้องไม่เสียโฟกัสที่ต้องเล็งพรีเมียร์ลีกก่อนเป็นอันดับแรก เพราะนี่คือสิ่งที่แฟนลิเวอร์พูลโหยหามานานเกือบ 3 ทศวรรษแล้ว

ตัวกุนซือชาวเยอรมันเองก็ดูจะตระหนักถึงเรื่องนั้นดี จากการสัมภาษณ์หลังเกมเขาดูจะไม่หลงระเริงไปกับสุดยอดผลงานและตัวเลขต่าง ๆ ในตอนนี้ เพราะถึงมันจะดูสวยหรูแค่ไหนก็ตาม แต่ก็ยังไม่ถึงกับส่งให้พวกเขาได้แชมป์ในตอนนี้

ถ้าเขายังคงทำแบบนั้นได้ไปอีก 2-3 เดือน ก็คงได้เวลาฉลองครั้งใหญ่ของแฟนหงส์ทั่วโลกแล้วล่ะครับ

ติดตามเราสำหรับข่าวฟุตบอลเพิ่มเติม

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on whatsapp
WhatsApp
Share on telegram
Telegram

เบลผ่านตรวจร่างกายกับสเปอร์สเรียบร้อย

แกเร็ธ เบล ปีกจรวด เรอัล มาดริด เตรียมปิดดีลย้ายกลับ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ แบบสัญญายืมตัวภายในวันนี้ หลังผ่านขั้นตอนการตรวจร่างกายเรียบร้อย 

Read More »

สกายตีข่าวอาร์เซน่อลจ่อได้โกลคนใหม่

อาร์เซน่อล จ่อได้โกลสำรองคนใหม่แล้ว เพราะล่าสุดมีข่าวกำลังจะได้ตัว รูนาร์ อเล็กซ์ รูนาร์สสัน นายประตู ติฌง มาร่วมก๊วน ในราคาแบบสุดถูก 

Read More »

แมนยูตาลุก อินเตอร์แนบ 1 สตาร์ดังแลกแข้งผีแดง

“ปิศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อาจถึงขั้นตาลุก หลัง “งูใหญ่” อินเตอร์ มิลาน พร้อมแนบสตาร์ดังเพื่อแลกกับการคว้าตัวแข้งผีแดงไปร่วมทัพ วันที่

Read More »

บาร์ซาวุ่น! คูมันไร้สิทธิ์คุมข้างสนามเกมลาลีกา

นายใหญ่ชาวดัตช์ยังไม่มีสิทธิ์คุมทีมข้างสนามในเกมลาลีกา เนื่องจากเจ้าบุญทุ่มยังตกลงยกเลิกสัญญากับ กิเก้ เซเตียน ไม่ได้ โรนัลด์ คูมัน กุนซือคนใหม่ของบาร์เซโลนา ยังไม่ได้รับอนุญาตให้คุมทีมข้างสนามในเกมลาลีกา เนื่องจากปัญหาคาราคาซังระหว่าง

Read More »

Leave a Replay